[EBF]สุสาน #2171

posted on 20 May 2014 23:58 by moonlight-sama
  เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของคอมมู
 
 
 
 

“ทำไมต้องตัดผมด้วย!?” หญิงสาวผมสีสะอาดพูดหลังจากเธอทุบโต๊ะของคนตรงหน้าเสียจนแก้วกาแฟสะเทือน ถ้าไม่ใช่ในห้องทำงานที่มิดชิด แน่นอนว่าเธอไม่กล้าทำแบบนี้แน่


“ครั้งที่17แล้วนะเรย์ที่เธอถามแบบนี้… แล้วไง? มีอะไรจะถามอีกมั้ย?” เชอริลหยุดมือที่โฮโลแกรมแล้วกดสายตามองอย่างหงุดหงิด จนคนตรงหน้าต้องลงไปแนบที่ขอบโต๊ะตามเงื่อนไขที่เธอตั้งสั่งไว้เมื่อนานมาแล้ว


tomb01.png


“... งั้นสิ ริลก็เป็นงี้ทุกที..” เธอโอดครวญเสียงในลำคอพร้อมเรียกชื่ออย่างสนิทสนม


“ฉันก็ตอบก็ต่อเมื่อเธอบอกว่าแผลที่ปากเธอไปทำอะไรมา”


“เธอตอบแบบนี้ฉันมาครั้งที่17แล้วนะะะ!”



--------



ทะเลสงบ…


เพราะว่าสงบจึงน่ากลัว…


เรย์เดินออกจากห้องควบคุมที่น่าเบื่อหน่าย สำหรับเธอแล้วคงเป็นไม่ว่าที่ไหนก็น่าเบื่อไปเสียหมดแล้วก็ได้ เธอหยุดสายตาลงตรงทหารนายหนึ่งที่อยู่ตรงราวกั้นเหล็ก


...มาคนเดียว?... นั่นคงเป็นเหตุผลแรกที่ทำให้เธอกล้าเดินเข้าไปทัก หญิงสาวเดินไปทำท่าเลียนแบบนายทหารที่ไม่รู้จัก

 

“นาวาโท สวัสดีครับ”เขารีบผละตัวออกมาทำความเคารพทันที


เรย์นิ่งไปพักก่อนหลุดหัวเราะออกมา “อะไรน่ะท่าทีแบบนั้น ไม่ต้องพิธีรีตองนักหรอก” เธอไหวไหล่แล้วทำความเคารพกลับก่อนแนะนำตัวพร้อมยื่นมือไปข้างหน้า “นาวาโทอิซานางิ เรย์”


“นาวาโทไม่ได้ชื่อโมจิหรอกหรอครับ..?”เด็กหนุ่มถามกลับโดยไม่ยื่นมือจับกลับ เธอจึงเปลี่ยนจากตะแคงมือเป็นหงายแทน


“ขอมือหน่อย”รอยยิ้มเดิมยังคงถูกส่งให้ทั้งๆที่ไม่ตอบคำถามใด ได้ผล คนยศน้อยกว่ายอมเชื่อฟังแต่โดยดีด้วยมือที่ถูกสวมโดยถุงมือสีดำ


เหมือนเสี้ยนหนามในใจมันขยับจนเจ็บแปลบขึ้นมาอีกรอบ เสี้ยนขนาดใหญ่ที่แทบทำให้เธอลืมหายใจทุกครั้งที่นึกถึง


ปลายจมูกเล็กร้อนผ่าวขึ้นมาก่อนเธอจะกลืนสะอื้นลงไป ใช่ ...สัญญากับตัวเองไว้แล้วว่าจะไม่อ่อนแออีก…  ถึงจะเผลอยกมือกุมมืออีกคนซ้ำไปแล้วก็ตาม

 

  เธอเงยหน้าขึ้นยิ้ม ในหัวคิดถึงแต่บุคคลที่ใส่ถุงมือสีดำเหมือนกัน คนๆเดียวกับที่เธอจะไปเยี่ยมวันนี้


“แล้วไง? มีอะไรจะถามอีกมั้ย?”


...ให้ตายสิ เกลียดประโยคนี้ชะมัด…



-----------


  ดวงตาสีเขียวหรุบลงมองร่างของผู้บัญชาการเบื้องหน้า ขณะถือถาดดอกไม้เดินตาม น่าแปลก … เชอริลไม่ทันได้มองด้วยซ้ำว่าเธอเป็นคนถือถาดดอกไม้

 

ดวงตาสีน้ำทะเลเหม่อลอยประกอบกับรอยคล้ำใต้ตา ทำให้ใบหน้าเรียวดูซูบลงถนัดตา ถ้าไม่มองในระยะนี้อาจจะไม่สังเกตเห็นก็เป็นได้


  เธอเดินตามไปเรื่อยๆ ดวงตาที่เคยสุกใสนั้นก็พลันหมองลงเช่นเดียวกัน เมื่อดอกไม้หมดถาดแล้วเธอจึงผละออกมาเดินไปยังจุดที่ควรจะประจำอยู่ พร้อมร้องเพลงประจำกองทัพด้วยน้ำเสียงราบเรียบจนกระทั่งพิธีจบลง

  เมื่อได้รับสัญญาณให้แยกย้าย จุดหมายต่อไปคือเต้นท์สุสานที่อยู่ไม่ไกลนัก แม้ระหว่างทางนั้นจะเห็นเพื่อนสนิทอย่างดีไนน์ แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้หยุดทักแต่อย่างใด


  “ขอเช็ครายชื่อคนตายหน่อย..”

  “ชื่ออะไรครับ?”


  “ฮาวล์...ฮาวล์ เอดิเซียส” เธอกำลังควบคุมเสียงให้นิ่ง ทั้งๆที่เตรียมใจมาแล้วแต่กลับรู้สึกเหมือนกับในช่องอกนั้นว่างโหว่ง หัวหนักอึ้งราวกับไม่พร้อมรับความจริงที่ถึงแม้ตัวเองจะรู้ความจริงอยู่แล้วก็ตาม

  “อา…” คิ้วของทหารคนนั้นเลิกขึ้นเล็กน้อย “ขอโทษนะครับ ไม่มีรายชื่อนี้น่ะ”


  “เอ๊ะ?” อิซานางิ เรย์รู้สึกเหมือนโดนเติมเต็ม ดวงตาที่เคยสิ้นหวังไปแล้วนั้นกลับมีประกายขึ้นอีกครั้ง

 

  ไม่มี….

 

  เขาบอกว่าไม่มีชื่อของฮาวล์…


  “แต่ยังไงก็ลองไปเช็คของที่โซนสิ่งของทางด้านโน้นก่อนได้ครับ เราจะเก็บของที่ได้จากพื้นที่สงครามแต่ไม่ทราบเจ้าของไว้ สามารถไปตรวจดูแล้วขอรับคืนได้” ทหารคนนั้นแจงรายละเอียดพร้อมยื้นเอกสารฉบับนึงมาให้ ซึ่งร่างเล็กก็รับมาด้วยรอยยิ้ม


  อาจจะมีความผิดพลาดอะไรก็ได้


  คนอย่างหมอนั้นไม่ตายง่ายๆหรอกน่า


  เธอคิดอย่างนั้น ความว่างโหว่งในช่องอกเหมือนหายไปแล้ว เรย์ไล่ดูของชิ้นเล็กชิ้นน้อยตั้งแต่ของชิ้นใหญ่พลางฮัมเพลงอย่างเบิกบาน เธอนั่นแหละกังวลเกินไป ทำไมถึงไม่เชื่อว่าคนๆนั้นจะกลับมากันนะ เหมือนคนบ้าที่คิดว่าตัวเองเสียความหวังไป

   ในห้องไร้ผู้คนนั้นมีแต่เสียงฮัมเพลงของเธอเสียจนไม่เหมือนห้องเก็บของของผู้ตาย จนกระทั่งเท้าหยุดลงที่หน้าตะกร้าสุดท้ายในเต้นท์ เธอลูบแผลที่ริมฝีปากเปื้อนรอยยิ้มก่อนลงมือค้น เอาล่ะ มาพบความจริงของเราเสียที


  แกร๊ก…


  มือที่กำลังคุ้ยของในตะกร้าหยุดชะงักเมื่อรู้สึกเหมือนมีอะไรทิ่มมือ เธอค่อยๆหยิบของสิ่งนั้นออกมาก่อนจะพบกับนาฬิกาเงินแบบเข็มที่หน้าจอกระจกนั้นแตกร้าวและเต็มไปด้วยเลือดแห้งกรัง

 
 
 

  นาฬิกา...ที่เธอเคยมอบมันให้กับคนๆนั้น…


มอบให้ ฮาวล์ เอดิเซียส



ทุกอย่างกลับมา ทั้งความรู้สึกเคว้งคว้าง ทั้งสมองหนักอึ้ง ทั้งความรู้สึกเจ็บปลาบที่ช่องอก ทั้งๆอย่างนั้น …. ทั้งๆที่ทุกอย่างกลับมา เขาก็ยังคงไม่กลับมา


“ฮะ...ฮ...ฮะๆๆๆ” หัวเราะให้ตัวเอง หัวเราะเยาะให้ตัวเองที่ตั้งความหวังกับอะไรโง่เขลา


ดวงตาสีเขียวไม่มีแม้แต่น้ำตาซักหยด เธอกำนาฬิกาเรือนั้นแน่นก่อนแกะริบบิ้นสีขาวที่ข้อมือขวาออกมาห่อมันไว้ เก็บมันลงกระเป๋าก่อนจะเดินเงียบๆกลับไปประจำตำแหน่งเมื่อมีเสียงเรียกรวมอีกครั้ง


ขาทั้งสองข้างก้าวขึ้นเรือไปช้าๆ ดวงตาที่เหม่อลอยนั้นไม่ได้มองไปที่ทิศใด ไม่ว่าจะคนที่เดินผ่านไป เสียงทำความเคารพของทหารคนอื่น หรือแม้จะโดนวิ่งชนก็ไม่ได้หันไปมอง


อัญมณีสีเขียวนั้นได้แต่มองยังเกาะที่ไกลออกไป







เรือจอดเทียบท่าที่โพเซโดเนียแล้ว วันนี้เธอคงไม่มีกะจิตกะใจไปซ้อมเหมือนวันอื่นๆ เมื่อลงจากเรือเธอก็ตรงไปยังห้องพักแล้วทิ้งตัวลงนอนทันที


ไม่อยากคิดอะไร ไม่อยากทำอะไร แต่เหมือนกับร่างกายจะไม่ยอมปล่อยให้เธอหลับตาลงอยู่ในความฝัน เจ้าของเรือนผมสีขาวขยับตัวไปมาก่อนจะตัดสินใจลุกแล้วเดินออกไปยังมอเตอร์ไซด์สีเดียวกันกับเส้นผมนั้น เธอขึ้นไปขี่มัน จุดมุ่งหมายนั้นคือซันเซ็ทไฮด์…



ทะเล…


เรย์สูดเอากลิ่นอายของเกลือเข้าไปเต็มที่แล้วหายใจออกช้าๆพลางมองสังเกตุไปรอบๆ ยามนี้ชายฝั่งกำลังอยู่ในความเงียบสงบ เธอก้าวลงบนพื้นทรายแล้วค่อยๆเดินไปตามชายหาดร้างผู้คน เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอื่น ร่างที่เคยเหยียดตรงอย่างคนเป็นทหารก็ทรุดลงกับพื้นทันที


เจ็บปวด… หายใจไม่ออก… ทรมาน…


ความรู้สึกหลากหลายนั้นเริ่มถาโถมเข้ามาใส่ หยาดน้ำตาที่คิดว่าคงหายไปและไม่ไหลออกมาแล้วเริ่มพร่างพรู


ความรู้สึกนี่คืออะไร… ทำไมตัวฉันถึงร้องไห้ได้ขนาดนี้…


ไม่ว่าจะใช้มือปาดสักเท่าไหร่มันก็ไม่หยุดไหล น้ำตามากมายยังคงล้นทะลักออกมาเหมือนสายฝน เธอพยายามกลั้นเสียงสะอื้น พยายามกัดปาก แต่สุดท้ายก็ต้องกรีดร้องออกมา


เธอกำลังเสียใจเรื่องอะไร?

 

เรื่องที่ผิดสัญญากับตัวเองงั้นเหรอ?


หรือว่าเรื่องที่มัวแต่หวังลมๆแล้งๆกับความจริงที่แสนโหดร้ายพวกนี้กันพวกนี้กัน


เธอหัวเราะออกมาอย่างสมเพชในตัวเอง นี่มันอะไรกัน…


“ทำไม … ทำไมถึงต้องเป็นแบบนี้ ทำไมนายต้องตาย”


คำถามที่วนซ้ำๆ แต่คนที่ตายไปแล้วก็ไม่ตื่นขึ้นมาให้คำตอบใด...ไม่สิ...ถ้าจะให้พูดแล้ว...


“ฉันไม่เคยได้อะไรจากนายเลยสักอย่าง ไม่เคยได้ความรู้สึกจากนายเลย นายไม่เคยพูดออกมาจนกระทั่งนายตายไปพร้อมคำตอบนั้น” ถ้อยคำที่ไม่มีโอกาสได้พูดอีกแล้วออกมาจากริมฝีปากที่เริ่มปริแตกจากแรงกัด เลือดสีแดงไหลลงรอยแผลเป็นที่ริมฝีปากล่างราวกับเป็นจุดรวมก่อนไหลลงตามคางมน ดวงตาแดงก่ำยังคงเปื้อนไปด้วยสายน้ำตา


“รูปภาพ...ซักรูปก็ไม่มีทิ้งไว้ ซักวันหนึ่งก็ทำได้แค่รอเวลาทีลืมเสียง คำพูด หรือหน้าตาที่ฉันเคยจำได้ ซักวันหนึ่งในทุกวันที่ไม่มีนาย”


“นายมันคนเย็นชา ไร้หัวใจ ไม่เคยคิดเข้าใจฉัน…” เสียงตัดพ้อเงียบไปชั่วครู่เมื่อเธอยกมือขึ้นปาดคราบน้ำตาบนใบหน้า ริมฝีปากบางเหยียดยิ้ม “ ฮะๆ นั่นสิ ฉันก็ไม่เคยเข้าใจนาย นั่นสินะ … ตอนนายตาย นายกำลังรู้สึกยังไง อาจจะไม่ทันได้คิดอะไรก็ได้ สุดท้ายก็กลับลงพื้นดิน”


“เคยรู้สึกว่าซักวันหนึ่งจะวิ่งตามจนเลยนายออกไปให้ได้ แต่ก็ไม่เคยรู้สึกว่าทำไหว ไอ้เวรเอดิเซียส … แกไม่ทันได้ฟังกระทั่งคำบอกรักของฉันด้วยซ้ำ” น้ำเสียงที่คิดว่าเคยพูดอย่างสะใจนั้นแหบพร่าลงก่อนจะกลายเป็นเสียงสะอื้น เธองอตัวลงก่อนจะยกมือปาดน้ำตาอีกครั้งแล้วกลืนก้อนที่จุกลำคอลงไป


“ฉันรักนาย รักแทบตาย…”


“ถึงจะได้กลับมาแต่ความว่างเปล่า แต่ฉันก็รักความว่างเปล่านั้น ถึงความว่างเปล่านั้นจะหนาวเย็น ฉันก็ยินดีที่จะอยู่ แต่พอวันหนึ่งความว่างเปล่านั้นหายไป…. มันกลับเย็น … เย็นยิ่งกว่าการถูกแช่แข็ง”



“ถึงจะรู้ว่านายรำคาญ แต่มันก็ดีกว่าไม่รู้เลยว่าตอนนี้นายอยู่ไหน … ในหลุมศพทั้งหลายอันไหนคือของนายฉันยัง...ไม่...รู้…” เสียงที่สั่นเทานั้นเงียบไปก่อนจะกลายเป็นเสียงร้องไห้ เธอจำได้ว่าพูดออกมาอีกหลายคำแต่มันกลับฟังไม่รู้เรื่องเลยสักประโยค


เสียงของคนที่โลกทั้งใบล่มสลาย เสียงของคนที่ตกลงไปในห้วงน้ำแข็งที่เรียกว่าความจริง


แต่เพียงไม่นานหลังจากนั้นเธอก็เริ่มเงียบ เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นนั้นก็เริ่มจางหายไป ร่างเล็กเหยียดตัวยืนตรงก่อนจะเดินกลับไปทางเดิม ขึ้นขี่มอเตอร์ไซด์คู่กายและขับกลับไปยังกองทัพ



กึก…


กาแฟกระป๋องจากตู้กดนั้นไหลลงมาตามช่่องรับเช่นทุกวัน ก่อนจะลงไปอยู่ในถุงใส่กาแฟหน้าห้องทำงานของ ฮาวล์ เอดิเซียสเช่นทุกวัน เธอมักจะทำอย่างนี้เสมอ เป็นประจำที่ไม่สบายใจหรือต้องการที่พักพิงจนติดเป็นนิสัยตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ รู้แค่ว่าเมื่อมาอยู่ตรงนี้ นั่งหน้าห้องนี่ ความรู้สึกเหล่านั้นก็จะบรรเทาลง


“มาทุกวันเลยนะครับ..” นายทหารคนหนึ่งที่กำลังเดินสวนกันตรงทางเดินทักขึ้นมา เธอหัวเราะแต่ไม่ได้พูดอะไร และแน่นอนว่าเธอจำเสียงนั้นได้


“ถึงจะดีต่อคุณยังไง แต่ทำแบบนี้มันลำบากคนอื่นนะครับ” เสียงของทหารที่ห้ามเธอในวันนั้น คนที่ห้ามไม่เธอไปอิคดราซิลในคืนวันที่16มกรา


“ไม่เป็นไรหรอก ถึงส่งไม่ถึงเขา แต่ก็มีคนอื่นมาหยิบไปกินได้ใช่มั้ยล่ะ ก็ไม่ได้ดีกับฉันแค่คนเดียวนี่นา” น้ำเสียงที่ปั้นแต่งให้ดูร่าเริงยินดีพร้อมรอยยิ้มกว้าง แม้ว่าดวงตานั้นจะแดงก่ำแต่เธอก็ไม่ได้แสดงออกว่าอ่อนแอ


“นี่ต้องให้บอกตามตรงหรอครับว่าเกะกะ? ยังคงทำตัวไม่สมกับนาวาโทเหมือนเดิมนะครับ” ผู้น้อยกว่ายังคงกล่าวด้วยใบหน้าเรียบเฉย


เธอหัวเราะ ก่อนจะเดินไปหาทหารคนนั้นแล้วง้างมือต่อยอย่างแรงจนเขาล้มลง ใบหน้าเข้มขึงนั้นเงยขึ้นมามองพร้อมปาดเลือดสีเข้มที่ออกมาจากปาก


“shut the fuck up” เธอพูดภาษาเอชลิคตามภาษาเดิมที่พูดที่บ้านเกิดเธอเหมือนลืมตัว

“ไอ้ขยะเน่าอย่างแกถ้ายังอยากเก็บปากไว้เลียส้นตีนยศสูงก็หัดสงบปากสงบคำไว้บ้าง เห็นเป็นผู้หญิงไม่เถียงแล้วกล้าพูดใหญ่นะ” เจ้าของดวงตาแววกร้าวเดินไปเตะเข้ากลางตัวไม่ทันให้ทหารคนนั้นเถียงกลับ ก่อนจะเดินออกไปทิ้งเขาไว้ตรงนั้น

 

"ไม่ต้องห้วงหรอก... ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย"

 

 

---------------

 

ภาพประกอบที่ตัดออก 

tomb02.png

Comment

Comment:

Tweet

/กุมอก....แม่งเอ๊ย.....

#1 By c h r o s on 2014-05-21 00:11